ไปงานหนังสือมาก็หลายครั้งแล้ว มีเรื่องอะไรที่เรายังไม่รู้อีกหรือเปล่านะ วันนี้ลองอ่านเรื่องราวจากประสบการณ์ของเราดูนะคะ เผื่อเพื่อนๆ คนไหนจะได้เอาไว้เตรียมตัวในงานหนังสือครั้งต่อไป ในบทความนี้เราขอเรียกรวมงานทั้งเดือนมีนาคม-เมษายน และเดือนตุลาคมว่างานหนังสือนะคะ

  1. งานหนังสือประเทศไทยมีปีละ 2 ครั้ง ถ้าเป็นงานเดือนมีนาคม-เมษายน เรียกว่า “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ถ้าเป็นงานเดือนตุลาคม เรียกว่า “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ”
  2. นอกจากชื่อภาษาไทยจะต่างกันแล้ว ชื่อภาษาอังกฤษก็ต่างกันนะ เดือนมีนาคม เรียกสั้นๆ ว่า Book Fair และเดือนตุลาคมเรียกสั้นๆ ว่า Book Expo ทีนี้เวลาใส่แฮชแท็กเก๋ๆ ก็อย่าสับสนล่ะ (ส่วนชื่อเต็มไปหาคำตอบกันเองนะ)
  3. งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจะจัดควบคู่กับงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ
  4. งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจัดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2515 ที่ บริเวณโรงละครแห่งชาติ
  5. ต่อมาได้ย้ายสถานที่จัดงานหนังสือไปหลายแห่ง เท่าที่เรารู้ก็มีสวนลุมพินีและคุรุสภา (ใครมีที่อื่นอีกแชร์กันได้จ้า) ปัจจุบันจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เดินทางไปได้โดยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT)
  6. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเป็นประจำทุกปี
  7. งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจะเปิดให้เข้าชมงานวันแรกประมาณ 19.00 – 21.00 น. หลังจากสมเด็จพระเทพฯ เสด็จกลับแล้ว และในวันต่อมาจะเปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่ 10.00 – 21.00 น. จนจบงาน
  8. งานมหกรรมหนังสือระดับชาติมักจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษามาเปิดงานแต่เช้า และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 21.00น.
  9. ในงานหนังสือนอกจากบูธขายหนังสือจากสำนักพิมพ์และร้านหนังสือแล้ว ยังมีโซนน่าสนใจ คือ เวทีเอเทรียม และห้องมีตติ้งรูม มักใช้เพื่อการเปิดตัวหนังสือ โฆษณาสำนักพิมพ์ เชิญคนดังมานั่งคุย เวิร์คชอปเกี่ยวกับหนังสือ อบรมสัมมนาเกี่ยวกับหนังสือ บุคคลทั่วไปก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากไม่มั่นใจว่ากิจกรรมที่สนใจต้องลงทะเบียนล่วงหน้าหรือมีค่าใช้จ่ายหรือไม่ สามารถอ่านรายละเอียดได้จากแผ่นพับในงานหรือเว็บไซต์ของสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (www.pubat.or.th)
  10. มีช่วงหนึ่งที่กระเป๋าล้อลากใส่หนังสือเป็นที่นิยมมาก แต่ก็ทับเท้าคนไปแยะจนหลายคนเกลียดอยู่เหมือนกัน เราขอแนะนำวิธีช้อปปิ้งแบบสวยๆ สำหรับคนที่มาคนเดียว โดยการฝากของไว้กับส่วนรับฝากของในงาน ฝากในล็อกเกอร์หยอดเหรียญ หรือไม่ก็ส่งไปรษณีย์กลับบ้านไปเลย วิธีเหล่านี้ทำให้คุณไม่ต้องโหนรถไฟฟ้าหิ้วของกลับบ้านให้เมื่อยตุ้ม แถมยังเลี่ยงการโดนมองด้วยสายตาเยาะเย้ยของเพื่อนด้วย (สมน้ำหน้า อยากซื้อเยอะดีนัก ไม่เจียมบอดี้ หิ้วไปเลยนะแกร) ส่วนคนที่มีผู้ช่วยหิ้วส่วนตัวก็เชิญตามสบายเลยจ้า (ไม่ได้หมั่นไส้เลยนะ)
  11. ระหว่างเดินอยู่ในงานคุณอาจเห็นบรรดา exhibitor ทั้งหลาย ที่มีบัตรผ่านห้อยคอ พวกเขาสามารถเข้างานได้ก่อนเวลาเปิดงานและอยู่ต่อได้แม้หมดเวลาเข้าชมงานแล้ว (เอาจริงๆ แล้วให้อยู่เก็บของ ใครจะอยากอยู่)
  12. ศูนย์อาหารคนจะเยอะมากถึงมากที่สุด ถ้าอยากกินแบบคนน้อยๆ แนะนำให้ไปที่โรงอาหารพนักงาน อยู่ชั้นล่าง โซน C1 หรือถ้าจัดเต็มไปเลยขอเชิญที่ Retro Live Café (นี่ไม่ได้ค่าโฆษณานะ)
  13. แม้จะมีแหล่งอาหารที่คนน้อยๆ แล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุดหรือสุดสัปดาห์ก็ไม่ได้แปลว่าคนจะน้อยนะ แนะนำให้พกอาหารเบาๆ หรือขนมมาจากบ้าน แล้วค่อยไปรับประทานช่วงที่คนเริ่มซาแล้วจะดีกว่า ไม่ต้องเสียอารมณ์ไปกับการเบียดเสียดหรือยืนรอจนท้องกิ่ว
  14. ขอแนะนำ 2 เส้นทางที่ผ่านเข้างานได้เร็วที่สุดจาก MRT เส้นทางที่หนึ่ง ขึ้นจาก MRT ทางออกศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แล้วตรงเข้างานเลย ทางนี้จะผ่านศูนย์อาหารและห้องน้ำ ก่อนจะขึ้นบันไดไปโผล่ที่เมนฟอร์เย่ (นึกถึงซุ้มไปรษณีย์ไทย ตรงนั่นแหละ) เส้นทางที่สอง ขึ้นจาก MRT แทนที่จะตรงตามฝูงชนไป ลองเลี้ยวซ้ายอ้อมไปทางด้านข้าง จะเจอเซเว่นอีเลฟเว่น ผ่านประตูเข้าสู่โซน C1 (ชั้นล่าง) ได้ทันที และถ้าคุณขึ้นบันไดเลื่อนไปจะตรงเข้าโซน C2 พอดี
  15. จะเข้าห้องน้ำแต่ละที ไม่ต้องไปรอคิวยาวเหยียดตรงบันไดก่อนขึ้นเมนฟอร์เย่นะ แนะนำให้ตรงดิ่งไปที่โซน C จุดนั้นมีห้องน้ำทั้งชั้นและชั้นล่าง กว้างใหญ่และไม่ต้องรอนานจ้า

----------------------------

นี่ก็เป็นเรื่องที่เราเขียนแนะนำจากประสบการณ์ที่ไปเฝ้าบูธมา 3 ปี ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ก็ยินดี ใครที่อยากได้พิกัดจุดไหนหรือมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมก็หลังไมค์มาถามได้จ้า ยินดีตอบทุกคำถาม หลายคนอาจจะสงสัยว่างานหนังสือจบไปแล้วทำไมเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้ ก็ถ้าบอกตอนยังมีงาน เราจะไปหาที่กินข้าวคนน้อยๆ ที่ไหนล่ะ ฮ่าๆๆ >_< พูดเล่นนะ ความจริงคือเราก็ยุ่งๆ อยู่ที่บูธ เลยเพิ่งมีเวลาเขียนน่ะจ้า ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านจนจบนะคะ

Comment

Comment:

Tweet