สวัสดีค่ะ

          หลังจากที่ดองมาเป็นเดือนก็ได้เวลาที่เหมาะสมสำหรับตอนสุดท้ายของ “โบราณคดี...

งานนี้ไม่โบราณอย่างที่คิด” ช่วงนี้ปิดเทอมน้ำท่วมเลยพยายามคิดว่าจะเขียนยังไงดีให้อ่านแล้วสนุก
 แต่อ่านยังไงก็ไม่สนุก แถมได้คุยกับเพื่อนที่ชมรมนักเขียนสมัยมอปลายเลยได้คอมเม้นท์ที่ทำให้
รู้สึกว่าแนวเขียนของเราเปลี่ยนไปจริงๆ จากเรื่องสั้นที่เคยเขียนได้สบายๆ กลายเป็นบทความกึ่งๆ
วิชาการ (สงสัยจะติดมาจากการเขียนรายงานส่งอาจารย์) พลังในการเขียนดร็อปลงไปเยอะจนพาล
อยากรีไรท์บทความก่อนๆซะอย่างนั้น จบเรื่องนี้แล้วจะพยายามเขียนอะไรที่น่าสนใจต่อไปเรื่อยๆ
ยังไงก็อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะคะ

            วันนี้จะรวบรวมเรื่องราวเบ็ดเตล็ดมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

- ขุดแล้วเจออะไรบ้าง?

            หลายคนคงสงสัยว่าของที่พบมีอะไรบ้าง นี่เป็นตัวอย่างของที่พบจากการขุดค้นค่ะ

            รูปแรกคือเปลือกหอย ซึ่งเราพบมากกกกกกจริงๆ สันนิษฐานว่าเนื่องมาจากบริเวณเมืองโบราณขีดขินในอดีตนั้นตั้งอยู่ไม่ห่างจากชายฝั่งทะเลโบราณมากนัก ทำให้ปริมาณของเปลือกหอยที่พบมีเป็นจำนวนมาก ขั้นตอนการนับเปลือกหอยเราต้องนำมาล้างให้สะอาด ตากให้แห้ง วัดขนาด ชั่งน้ำหนัก จำแนกประเภทของเปลือกหอยตามรูปทรง และบันทึกจำนวน วันที่นับจำนวนเปลือกหอยนี่เหมือนอยู่ในโรงงานหอยเลยทีเดียวค่ะ

            รูปที่สองคือกระดูกส่วนกรามล่างของสัตว์กินพืช จากการปรึกษากับอาจารย์ สันนิษฐานว่าเป็นพวกตระกูลกวางค่ะ พวกเราตกแต่งพื้นดินรอบๆ หลักฐานให้เป็นแท่นเพื่อถ่ายรูปและบันทึกตำแหน่ง เสร็จแล้วก็นำกระดูกขึ้นมา นำไปทำความสะอาดและซ่อมแซมส่วนที่หัก การซ่อมแซมก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ติดกาวตราช้างแล้วพันเทปกาวไว้อีกชั้นเพื่อให้กาวที่ทาอยู่ตัว (จริงๆ แล้วมันไม่ควรจะหักนะ แต่มันก็จะหักเสมอเลย ยิ่งถ้าเป็นเปลือกหอยแตกออกมานี่ถึงกับกรี๊ดกันเลยทีเดียว เพราะต้องเอาออกมานับจำนวนใหม่อีกครั้ง แถมยังแสดงถึงความประมาทของพวกเราด้วย)

            รูปที่สามเป็นเศษภาชนะดินเผาส่วนปาก มีการตกแต่งลายเป็นคลื่นด้วย เศษภาชนะดินเผาเป็นโบราณวัตถุที่มักจะพบมากที่สุดในการขุดค้นแต่ละครั้ง เฉพาะหลุมขุดค้นของเราก็มีจำนวนเศษภาชนะดินเผาที่บันทึกไว้กว่า 1,200 ชิ้น ลองนึกภาพหลุมขุดค้นที่เหลืออีก 7 หลุมสิคะว่ารวมกันแล้วจะเยอะขนาดไหน

            รูปสุดท้ายเป็นไฮไลต์ของการขุดค้นเลยค่ะ มันคือกระดองเต่านั่นเอง ดูในรูปอาจจะสังเกตยากหน่อย แต่ของจริงนั้นค่อนข้างใหญ่ทีเดียวค่ะ แต่น่าแปลกที่กระดองมันเรียบมากๆ เลย เราเห็นตอนแรกยังคิดว่าเป็นเศษหม้อด้วยซ้ำ แต่จากการวิเคราะห์แล้วได้ข้อสรุปว่าเป็นเต่าจริงๆ ค่ะ

            (รูปโบราณวัตถุจริงๆ แล้วถ่ายเก็บไว้เยอะนะ แต่พอลงวินโดวส์ใหม่มันหายไปหมดเลย T_T)

- ต้องขุดลึกแค่ไหน?

            หลายๆ คนสงสัยว่าพวกเราจะขุดกันไปถึงไหน คำตอบง่ายๆ ก็คือ ขุดจนกว่าจะไม่พบโบราณวัตถุค่ะ เนื่องจากหลักฐานที่เราพบในแต่ละชั้นดินแสดงถึงร่อยรอยวัฒนธรรมของมนุษย์ในอดีต ซึ่งเรานำมาใช้ในการตีความ ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ไม่พบหลักฐานแล้ว ก็สามารถพิจารณาเพื่อหยุดการขุดค้นได้ ลองดูสภาพหลุมขุดค้นก่อนและหลังการขุดค้นดูนะคะ แล้วจะเข้าใจว่าพวกเราเหนื่อยและตั้งใจกันมากแค่ไหน

 

- กลับไปที่คณะแล้วทำอย่างไรต่อไป?

          สิ่งที่ไม่อยากทำที่สุดคือรายงานการขุดค้นนี่ละค่ะ แต่ละกลุ่มต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการขุดค้น ทั้งแบบฟอร์มบันทึกรายละเอียดโบราณวัตถุ ภาพถ่าย ภาพดรออิ้งเศษภาชนะดินเผา และผลการวิเคราะห์ มาทำรายงานการขุดค้นส่งอาจารย์ เป็นงานหนักของนักศึกษาปี3 ที่ทำกันตลอดปิดเทอมเลยทีเดียว แต่ส่วนที่เราชอบที่สุดคือการทำแล็บดินของนักศึกษาปี2ค่ะ การทำแล็บดินก็คือการนำตัวอย่างดินที่ได้จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีมาเข้าห้องแล็บเพื่อวิเคราะห์สารประกอบในดิน ผลที่ได้สามารถนำมาช่วยในการวิเคราะห์ตีความทางโบราณคดีได้ว่าแหล่งที่เราขุดค้นนี้มีสภาพดินเป็นอย่างไร ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องไปถึงสภาพแวดล้อมและหลักฐานที่พบในแหล่งโบราณคดีด้วยค่ะ

 

บทสรุป

            การฝึกภาคสนามในครั้งนี้เป็นงานหนักพอสมควรสำหรับนักศึกษาทุกชั้นปีค่ะ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาภาควิชาโบราณคดีรอคอยมาตลอดทั้งปีเลยทีเดียว เรียกง่ายๆ ว่าการไปออกฟิลด์ใหญ่แบบนี้ได้กลายเป็นเหมือนเทศกาลย่อยๆ ที่พวกเราชาวโบราณคดีได้มาพบปะและทำงานร่วมกัน แม้ว่าในอนาคตเราอาจจะไม่ได้เป็นนักโบราณคดี แต่การเรียนที่คณะโบราณคดีและได้เข้ามาสัมผัสชีวิตนักโบราณคดีแบบนี้ก็กลายเป็นประสบการณ์ที่เราจะไม่มีวันลืมเลยค่ะ

 

Comment

Comment:

Tweet

ดีใจจัง ขอบคุณมากนะคะ cry

#2 By Venusian Blackmurray on 2011-11-29 13:21

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ยังติดตามอยู่อย่างเหนียวแน่นนะคะ open-mounthed smile

#1 By anges on 2011-11-24 15:09